วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

บทที่ 8

สื่อกิจกรรม

สื่อการเรียนการสอน นอกจากจะหมายถึง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนแล้ว ยังมีสื่ออีกประเภทหนึ่ง ที่มิได้หมายถึงสิ่งที่เป็นวัตถุเท่านั้น แต่อาศัยเทคนิคและวิธีการ ซึ่งบางครั้งก็อาศัยสื่อประเภทเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างมารวมกัน ในลักษณะกิจกรรม เพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุเป้าหมาย หรืออาจกล่าวได้ว่า สื่อกิจกรรมเป็นการรวมเอาเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ มาใช้รวมกันโดยมีกิจกรรมหรือวิธีการเป็นหลัก สื่อกิจกรรมที่นำมาใช้กับการเรียนการสอนมีมากมายหลายประเภท ดังนี้

การสาธิต

การสาธิต หมายถึง การแสดงหรือการกระทำเป็นขั้นตอนตามลำดับ อาจใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ร่วมด้วย พร้อมทั้งบรรยายหรืออธิบายประกอบการแสดงหรือการกระทำนั้น ๆ การนำการสาธิตมาใช้ในการเรียนการสอน ผู้ทำหน้าที่สาธิตอาจเป็นผู้สอนหรือวิทยากร ผู้ชำนาญเฉพาะเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้เป็นผู้สังเกตและติดตามขั้นตอนการสาธิตตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

1. ประโยชน์ของการสาธิตที่มีต่อการเรียนการสอน
ในการพิจารณานำการสาธิตมาใช้ในบทเรียนใดบทเรียนหนึ่ง ผู้สอนควรได้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของบทเรียนอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการสาธิตจะทำให้ผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ก็ควรนำมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน การสาธิตมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอน ดังนี้
1.1 สามารถรวมจุดสนใจของผู้เรียน เพื่อแสดงขั้นตอนของวิธีการหรือกระบวนการให้เป็นไปตามลำดับ
1.2 ลดเวลาลองผิดลองถูกของผู้เรียน ตลอดจนหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดบางประการได้ด้วย
1.3 ประหยัดทรัพยากรที่ใช้ในการเรียนรู้ได้มาก ไม่ต้องสูญเปล่าไปกับการลองผิดลองถูกของผู้เรียน
1.4 ฝึกผู้เรียนให้เป็นคนช่างสังเกตและมีวิจารณญาณ

2. ขั้นตอนในการสาธิต มีขั้นตอนต่างๆดังนี้
2.1 ขั้นเตรียมก่อนการสาธิต ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอน ควรมีการเตรียมล่วงหน้า เพื่อการสาธิตที่มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจแก่ผู้สอนและยังช่วยให้การสาธิตเป็นไปอย่างราบรื่น สร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้เรียน สิ่งที่ผู้สอนควรจะเตรียม ก็คือ
2.1.1 เตรียมตัวผู้สอน โดยเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์และเนื้อหาในการสาธิตอย่างชัดเจนและเหมาะสม เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จะช่วยสร้างเสริมความเข้าใจในสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนให้ง่ายและน่าสนใจขึ้น ดังเช่น รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ เป็นต้น ตลอดจนทดลองสาธิตก่อนการสาธิตจริง พร้อมทั้งจับเวลาที่ใช้ในการสาธิต เพื่อปรับให้เหมาะกับเวลาที่ใช้ในการสาธิตจริง ๆ
2.1.2 เตรียมสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้การสาธิตเป็นไปอย่างราบรื่นปราศจากปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนการกำหนดที่นั่งชมสาธิตของผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง และมองเห็นได้อย่างชัดเจน ถ้าผู้เรียนมีจำนวนมากอาจใช้โทรทัศน์วงจรปิด (Close Circuit TV) หรือโทรทัศน์ที่ส่งสัญญาณตามสาย เพื่อใช้เทคนิคการถ่ายใกล้ (Close up) ให้ได้เห็นการสาธิตอย่างชัดเจนยิ่งกว่าการดูด้วยตาตนเอง
2.1.3 เตรียมผู้เรียน โดยการชี้แจงวัตถุประสงค์และขั้นตอนในการสาธิต ตลอดจนกิจกรรมที่ผู้เรียนจะต้องกระทำระหว่างการสาธิตและหลังการสาธิต เพื่อสร้างความเข้าใจและมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของการสาธิต จึงจะทำให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตนได้เหมาะสมและสอดคล้องกับการสาธิต
2.2 ขั้นการสาธิต หลังการเตรียมก่อนการสาธิตเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ก็ถึง
ขั้นการลงมือสาธิตจริง ๆ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
2.2.1 ติดแผนภูมิแสดงขั้นตอนการสาธิต เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ติดตามการสาธิตตลอดจนกิจกรรมที่ผู้เรียนจะต้องกระทำระหว่างการสาธิตและหลังการสาธิต เพื่อสร้างความเข้าใจและมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของการสาธิต จึงจะทำให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตนได้เหมาะสมสอดคล้องกับการสาธิต
2.2.2 อธิบายความหมายของคำศัพท์ ข้อความ ความคิดหรือกระบวนการใหม่ ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการสาธิต ให้ผู้เรียนเข้าใจเป็นอย่างดี ก่อนจะดำเนินการแต่ละขั้นตอนสาธิตตามขั้นตอนหรือเค้าโครงที่เตรียมไว้ โดยให้เป็นอย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด การอธิบายควรสัมพันธ์และสอดคล้องกับการแสดงหรือการกระทำแต่ละขั้นตอน
2.2.3 การพูดหรืออธิบายควรคำนึงถึงว่ากำลังพูดอยู่กับผู้เรียน มิใช่พูดกับวัสดุอุปกรณ์ หรือ อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้เรียน
2.2.4 ขณะทำการสาธิตจะต้องคอยสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้เรียน ถ้าพบว่าผู้เรียนเกิดความสงสัยในขั้นตอนใด ควรแสดงหรืออธิบายอย่างช้า ๆ เพื่อให้ผู้เรียนตามการสาธิต ในขั้นตอนนั้น ๆ ได้ทันไม่ควรผ่านขั้นตอนนั้นไป โดยที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจ เพราะจะทำให้ผู้เรียนไม่สามารถรับขั้นตอนต่อไปได้
2.2.5 กระตุ้นให้ผู้เรียนติดตามการสาธิตไปโดยตลอด ซึ่งอาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนลองทายผลการสาธิตว่าจะเป็นอย่างไร
2.2.6 การสาธิตต้องไม่เร็วเกินไปจนผู้เรียนบางคนตามไม่ทัน หรือช้าเกินไปจนน่าเบื่อหน่าย ขั้นตอนใดยากต่อการเข้าใจ ควรดำเนินการช้า ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถามจนเข้าใจ และเมื่อจบแต่ละขั้นตอน ควรสรุปให้ชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ

2.3 การประเมินผลการสาธิต ควรกระทำทั้งสองด้าน ดังนี้
2.3.1 ประเมินผลการเรียนของผู้เรียน จากการซักถาม ทำแบบทดสอบหรือให้ผู้เรียนลงมือกระทำด้วยตนเอง เป็นต้น
2.3.2 ประเมินผลการสาธิตของผู้สอน เพื่อค้นหาสาเหตุและปัญหา ที่เกิดจากการสาธิตแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นสาธิตจนเสร็จสิ้นการสาธิต เพื่อการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น ในครั้งต่อ ๆ ไป

นิทรรศการ

นิทรรศการ หมายถึง การจัดแสดงสิ่งของ วัสดุอุปกรณ์ที่มีความสัมพันธ์กันในแต่ละเรื่อง เพื่อเร้าความสนใจให้ผู้ชมมีส่วนร่วมและเรียนรู้ ด้วยการดู ฟัง สังเกต จับต้อง ทดลอง ภายใต้จุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายจุดมุ่งหมาย โดยการใช้สื่อหลายชนิด เช่น แผนภูมิ แผนภาพ หุ่นจำลอง ของจริง ของตัวอย่าง ภาพถ่าย นอกจากนี้นิทรรศการ ยังสามารถจัดกิจกรรมอื่น ๆ ประกอบ เพื่อให้เกิดความสะดวก และรวดเร็ว ในการสื่อความหมายกับผู้ชม เช่น การฉายภาพยนตร์ และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ

1. วัตถุประสงค์การจัดนิทรรศการ การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ในการจัด ดังนี้
1.1 ให้ความรู้ ชักชวนจูงใจ กระตุ้นและปลุกระดมในหลายรูปแบบ หลายเรื่องราว เป็นวิธีการ อันทรงประสิทธิภาพในการกระตุ้น ให้ผู้คนสนใจในวัตถุและแนวความคิด สามารถเข้าถึงประชาชนได้ ในเมื่อวิธีอื่นไม่สามารถทำได้
1.2 ในแง่ของผู้ชม เป็นโอกาสของการได้เห็น ได้ชื่นชม และการเรียนรู้บางอย่างที่เกินปกติวิสัยจะได้โอกาสเช่นนั้น
1.3 เสน่ห์ของนิทรรศการอยู่ที่ความพิเศษ หรือโอกาสที่หายาก หรือจะหาชมได้เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น

2. คุณค่าของนิทรรศการ มีดังนี้
2.1 รวบรวมความคิดที่เป็นนามธรรมนำไปสู่ความคิดที่เป็นรูปธรรม จากสื่อต่าง ๆ ที่นำมาจัดแสดง
2.2 สามารถนำความคิดที่กระจัดกระจายมารวมกันไว้ให้ผู้ชมสรุปเป็นความคิดรวบยอดได้อย่างถูกต้อง
2.3 ผู้ชมมีอิสระในการเรียนรู้ สามารถศึกษาได้ตามอัธยาศัยทั้งจากการดู ฟัง สังเกต หรือจากการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
2.4 ส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะฝึกความรับผิดชอบ ก่อให้เกิดความคิด
สร้างสรร

3. ประเภทนิทรรศการ สามารถแบ่งตามลักษณะต่างๆ ได้ดังนี้
3.1 แบ่งตามขนาดในการจัด มี 3 ประเภท คือ
3.1.1 การจัดแสดง (Display)
3.1.2 นิทรรศการ (Exhibition)
3.1.3 มหกรรม (Exposition)
3.2 แบ่งตามวัตถุประสงค์ในการจัด มี 3 ประเภท คือ
3.2.1 นิทรรศการเพื่อการศึกษา (Education Exhibition)
3.2.2 นิทรรศการเพื่อการศึกษาและการค้า (Educational and Commercial)
3.2.3 นิทรรศการเพื่อการค้า (Commercial Exhibition)
3.3 แบ่งตามระยะเวลาในการจัด เป็นแบบที่นิยมใช้กันอยู่ในขณะนี้ ได้แก่
3.3.1 นิทรรศการถาวร (Permanent Exhibition) จัดอยู่ในพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนใหญ่ มักแสดงสิ่งของที่เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศิลปะ นอกจากจัดในสถานที่หรือในร่มแล้ว ยังมีนิทรรศการถาวร ที่จัดกลางแจ้ง เช่น นิทรรศการ นรกภูมิ ที่วัดไผ่โรงวัว และ เมืองโบราณ เป็นต้น
3.3.2 นิทรรศการชั่วคราว (Temporary Exhibition) เป็นการจัดแสดงเรื่องราว
เฉพาะกิจในโอกาสพิเศษ บางโอกาส แม้แต่พิพิธภัณฑ์เองยังใช้จัดเพื่อแสดงวัตถุหรือสิ่งที่เพิ่งได้มาใหม่ ๆ หรือสิ่งที่ประชาชนสนใจ หรือใช้เป็นเครื่องเร้าความสนใจให้ประชาชนมาชมนิทรรศการถาวรที่พิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้หน่วยงานต่าง ๆ ยังใช้เพื่อการเผยแพร่ข่าวสารความรู้ หรือใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์
3.3.3 นิทรรศการเคลื่อนที่ (Mobile Exhibition) มีวัตถุประสงค์ในการจัด
เช่นเดียวกับนิทรรศการชั่วคราว ข้อดี คือ สามารถเดินทางไปที่ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้คนรู้จัก และดึงดูดความสนใจของผู้คนให้มารวมกัน และนำมาซึ่งความรู้ ความบันเทิง นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมสำหรับส่งเสริมการขาย และการบริการ

4. ขั้นตอนการจัดนิทรรศการ การจัดนิทรรศการให้มีประสิทธิภาพควรมีขั้นตอนดังนี้
4.1 ขั้นการวางแผน (Planing Stage)
4.1.1 การตั้งวัตถุประสงค์
4.1.2 กำหนดกลุ่มเป้าหมาย
4.1.3 กำหนดเนื้อหา
4.1.4 กำหนดสถานที่
4.1.5 กำหนดระยะเวลา
4.1.6 การตั้งงบประมาณ
4.1.7 ออกแบบนิทรรศการ
4.1.8 จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์
4.1.9 การประชาสัมพันธ์
4.1.10 กำหนดหน้าที่รับผิดชอบ
4.2 ขั้นการจัดแสดง (Presentation Stage)
4.2.1 จัดวางวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่วางแผนไว้
4.2.2 การติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ ต้องมีความแข็งแรง
4.2.3 วัสดุอุปกรณ์ที่มีอันตรายต้องป้องกันอย่างดี
4.2.4 ควรจัดบุคลากรที่มีความรู้ประจำจุดสำคัญ
4.2.6 ควรให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในกิจกรรม
4.2.7 ควรตรวจสอบสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
4.2.8 ควรใช้เสียงอย่างเหมาะสมภายในงาน
4.2.9 ขณะลงมือปฏิบัติอาจต้องแก้ปัญหาบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
4.3 ขั้นการประเมินผล (Evaluation Stage)
4.3.1 คณะผู้จัดทำนิทรรศการการประเมินผล
4.3.2 ผู้ชมประเมินผลการจัดนิทรรศการ

ประสบการณ์นาฏการ

ประสบการณ์นาฏการ หมายถึง การแสดงที่ใช้แทนประสบการณ์จริง แต่มิได้หมายความว่า จะต้องเหมือนประสบการณ์จริงทุกประการ หรือเลียนแบบประสบการณ์จริงทุกอย่าง อาจดัดแปลง เพิ่มเติมหรือตัดทอนบางอย่าง เพื่อมุ่งสร้างความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ ความประทับใจ ทัศนคติที่ดีและไม่ดีให้เกิดขึ้นแก่ผู้ชมและผู้แสดง อันนำไปสู่การยอมรับ และเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติที่เคยมีมาก่อนให้เป็นไปในลักษณะพึงประสงค์ เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์การเรียนการสอนและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

1. ประเภทของประสบการณ์นาฏการ จำแนกได้ ดังนี้
1.1 การแสดงบทบาทสมมุติ (Role Playing) หมายถึง การแสดงที่ไม่มีการซักซ้อมหรือเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า โดยผู้สอนอาจเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของผู้เรียน แต่เล่าไม่จบเรื่อง จะค้างเรื่องไว้ให้ผู้เรียนแก้ปัญหาแทนตัวละครในเรื่องโดยสมมุติสถานการณ์ให้ผู้เรียนสวมบทบาทของตัวละครนั้น ๆ เพื่อหาทางแก้ไขให้ได้ เมื่อแสดงบทบาทสิ้นสุดลง ควรมีการอภิปรายเพื่อสรุปแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสม การแสดงในลักษณะนี้ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงบทบาทโดยอิสระ ผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะนำเท่านั้น ถ้าเห็นว่าผู้เรียนไม่สามารถแก้ปัญหาโดยการแสดงบทบาทได้ ก็ควรหยุดการแสดงนั้น ๆ แล้ว ดำเนินการอภิปรายทันที เพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเหมะสมต่อไป
1.2 ละครใบ้ (Pantomime) และภาพหุ่นชีวิต (Tableau) สำหรับละครใบ้ หมายถึง การแสดงท่าทางการเคลื่อนไหวหรืออาศัยเครื่องแต่งกาย เพื่อแสดงลักษณะเฉพาะของตัวละคร หรืออาจใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยไม่มีการพูดใด ๆ เพื่อให้ผู้ชมรับรู้และเข้าใจความหมาย ได้ตรงกับความต้องการของผู้แสดง เช่น แสดงท่าทางของสัตว์ แสดงความรู้สึกต่าง ๆ ทางสีหน้าและท่าทางประกอบ เป็นต้น ซึ่งการแสดงท่าทางหรือสื่อความหมายนี้ผู้แสดงจะต้องรู้ว่าลักษณะเด่นของสิ่งที่จะแสดงนั้น ๆ คืออะไร เมื่อแสดงท่าทางนั้น ๆ ออกมาแล้วผู้ชมจะสามารถเข้าใจตรงกับผู้แสดงต้องการ ส่วนการใช้เครื่องแต่งกายเพื่อสื่อความหมายก็เช่นกัน ผู้แสดงจะต้องทราบลักษณะเด่นเฉพาะของสิ่งนั้น ๆ และถ้าเป็นเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่รู้จักดี เช่น ตัวละครในวรรณคดี เป็นต้น ก็จะช่วยให้การสื่อความหมายด้วยเครื่องแต่งกายเป็นไปได้ง่ายและถูกต้อง
ส่วนภาพหุ่นชีวิต (Tableau) ก็คือ ละครใบ้ เพียงแต่ผู้แสดงไม่เคลื่อนไหว ใช้การแต่งกายและท่าทางประกอบนิ่ง ๆ พร้อมกับใช้แสงสีเข้าช่วย เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกและความหมายได้อย่างน่าประทับใจบางครั้งภาพหุ่นชีวิตก็ถูกนำมาใช้เป็นฉากหลังของการแสดงละครซึ่งต้องอาศัยทุนทรัพย์สูงกว่าการใช้คนแสดง
1.3 การแสดงกลางแปลงหรือกลางแจ้ง การแสดงประเภทนี้ใช้คนแสดงจำนวนมากเพื่อถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ตลอดจนประเพณีหรือพิธีการต่าง ๆ ในท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น การฟ้อนเล็บ การแสดงมโนราห์ เป็นต้น
1.4 การแสดงละคร เป็นประสบการณ์นาฏการที่ค่อนข้างยุ่งยาก และสลับซับซ้อนกว่าชนิดอื่น ๆ ต้องอาศัยการเขียนบทที่ชัดเจนและเหมาะสม การท่องบท การฝึกซ้อมอย่างจริงจัง การออกแบบและจัดฉากให้เหมาะสมกับการแสดง และสมจริงสมจัง สามารถทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมไปกับการแสดง การแสดงละครเป็นการสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่วัฒนธรรมของสังคมได้เป็นอย่างดี ดังนั้น อาจเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ไปชมการแสดงละครที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางการเรียนการสอน หรือถ้าเป็นไปได้อาจเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมแสดงละครโดยผู้สอนร่วมกันอำนวยความสะดวกในสิ่งต่าง ๆ เพื่อเอื้อต่อการเตรียมการและแสดงละครของผู้เรียน
1.5 หุ่น (Puppet) เป็นวัสดุที่สร้างขึ้นแทนตัวละครในเรื่อง เพื่อใช้แสดงเรื่องราวหรือถ่ายทอดแนวความคิดในลักษณะง่าย ๆ ไม่มีรายละเอียดมากนัก จำแนกได้ 2 ประเภท ดังนี้
1.5.1 หุ่นชัก เป็นหุ่นที่อาศัยเชือกหรือลวดเส้นเล็ก ๆ ช่วยในการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของหุ่น หุ่นประเภทนี้สามารถควบคุมให้นั่ง นอน เดิน กระโดดได้ ผู้ที่มีหน้าที่ชักหุ่นให้แสดงท่าทางต่าง ๆ จะอยู่เหนือตัวหุ่นและเวทีแสดงหุ่น โดยมีฉากกั้นเพื่อมิให้เห็นผู้ชักหุ่น ผู้ชักหุ่นจะต้องได้รับการฝึกฝนและฝึกหัดมากจนเกิดความชำนาญ หุ่นชนิดนี้ปรากฏทั้งตัวคล้ายของจริง จึงต้องอาศัยฝีมือในการทำหุ่นอย่างประณีต สวยงาม และสามารถควบคุมท่าทางได้
1.5.2 หุ่นเชิด ผู้เชิดหุ่นจะอยู่ต่ำกว่าตัวหุ่นแล้วชูหุ่นให้โผล่ขึ้นจากส่วนล่างของเวทีแสดง และให้อยู่ในระดับสายตาผู้ชม โดยมีฉากหน้าและฉากหลังเพื่อสร้างบรรยากาศให้เข้ากับเรื่องราวที่จะแสดง หุ่นประเภทนี้จำแนกได้หลายชนิด ดังนี้
1) หุ่นกระบอก (Rod Puppet) เป็นหุ่นที่แสดงเพียงครึ่งตัวเคลื่อนไหวได้เฉพาะส่วนหัวและแขนเท่านั้น ปัจจุบันมีการดัดแปลงโดยใช้คนแสดงท่าทางแข็ง ๆ เหมือนหุ่นกระบอก เรียกว่า หุ่นกระบอกคน
2) หุ่นเสียบไม้ ทำจากกระดาษแข็งหรือแผ่นหนัง โดยอาศัยการตัดฉลุให้เป็นรูปต่าง ๆ มีไม้เสียบติดส่วนลำตัว แขนและส่วนอื่น ๆ ที่ต้องการให้เคลื่อนไหวบางครั้งก็นำหุ่นชนิดนี้ไปใช้แสดงร่วมกับจอ และอาศัยแสงไฟส่องด้านหลังตัวหุ่น เพื่อให้เกิดเงาหุ่นบนจอ ผู้ชมจะอยู่หน้าจอ ส่วนตัวหุ่นอยู่หลังจอซึ่งผู้ชมจะดูเงาหุ่นแทนตัวหุ่น เราเรียกการแสดงหุ่นในลักษณะนี้ว่า หนังตะลุง (Shadow Puppet)
3) หุ่นหัวถุงกระดาษ (Bag head Puppet) ทำจากถุงกระดาษที่มีก้นถุงที่ขยับได้ใช้สีหรือวัสดุอื่น ๆ เช่น กระดาษสี เศษผ้า ฯลฯ ตกแต่งส่วนก้นถุงด้านที่มีส่วนพับ เวลาแสดงใช้มือสอดเข้าไปทางปากถุง แล้วใช้นิ้วทั้งสี่ยกเว้นหัวแม่มือสอดเข้าไปในส่วนพับของก้นถุง เมื่อต้องการให้หุ่นพูดกับผู้ชมก็ขยับนิ้วทั้งสี่ขึ้นลง พร้อมทั้งพากย์เป็นเสียงหุ่นประกอบก็จะดูเหมือนหุ่นพูดกับผู้ชม
4) หุ่นกำปั้น (Fist Puppet) ใช้สีหรือกระดาษสีตกแต่งหลังมือหรืออาจใช้ถุงเท้าหรือถุงมือสวมมือก่อน แล้วจึงตกแต่งหน้าตาและร่างกายของหุ่นก็จะดูสวยงาม เวลาแสดงก็กำมือหันด้านหลังมือออกหาผู้ชม อาจเชิดในแนวตั้งโดยใช้ส่วนแขนต่อจากกำปั้นเป็นลำตัวของหุ่น หรือแนวนอนเพื่อแสดงหุ่นที่มีลำตัวยาวขนานกับพื้น เช่น งู หนอน เป็นต้น
5) หุ่นสวมมือ (Hand Puppet) อาจทำจากผ้าเย็บเป็นหัวหุ่นแล้วตกแต่งด้วยเศษผ้าสีต่าง ๆ หรือวัสดุอื่น ๆ เช่น ลูกปัด ด้าย ไหมพรม เพื่อแสดงหน้าตาของหุ่น หรืออาจทำจากเศษกระดาษชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำแล้วติดทับบนหัวหุ่นที่ปั้นด้วยดินเหนียวโดยติดหลาย ๆ ชั้นหนาพอสมควร ชั้นสุดท้ายชุบแป้งเปียกเหลว ๆ ติดทับ ปล่อยไว้ให้แห้งแล้วผ่าหัวหุ่นเป็นสองซีก นำดินเหนียวออก คงเหลือแต่โครงหัวหุ่นที่เป็นกระดาษทั้งสองซีก นำมาประกอบกันใช้กระดาษชุบแป้งเปียกปิดรอยต่อให้ติดกัน จากนั้นลงสี ตกแต่งหน้าตาหุ่นเมื่อได้หัวหุ่นที่ทำจากผ้าหรือเศษกระดาษแล้วก็นำมาตกแต่งเพิ่มเติมส่วนคอ ลำตัวช่วงบนและแขนของหุ่น เวลาเชิดสอดมือเข้าทางด้านล่างตัวหุ่น โดยใช้นิ้วสอดเข้าไปในส่วนคอหุ่นแล้วนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางสอดเข้าส่วนแขนของหุ่น ก็สามารถเชิดหุ่นแสดงการเคลื่อนไหวได้
6) หุ่นหัวรูปเหลี่ยม (Blockhead Puppet) ทำจากเศษไม้หรือเศษโฟมตัดเป็นรูปเหลี่ยมต่าง ๆ ขนาดพอสมควรใช้ไม้เสียบ แล้วตกแต่งหน้าตา เครื่องแต่งกายด้วยสี กระดาษสี ไหมพรม เศษผ้า ให้สวยงามเหมาะสมกับเรื่องที่จะแสดง บางครั้งส่วนหัวของหุ่นอาจใช้หัวมันฝรั่ง หัวมันเทศ หัวผักกาด หรืออื่น ๆ ที่สามารถปรับใช้ได้เหมาะสม
7) หุ่นนิ้วมือ (Ring Puppet) ทำจากกระดาษ หรือเศษผ้าและวัสดุอื่น ๆ ที่เหมาะสมโดยให้ลำตัวของหุ่นมีช่องสำหรับนิ้วสอดได้ ตกแต่งหัวและลำตัวหุ่นให้เรียบร้อย เชิดหุ่นโดยการใช้นิ้ว สอดเข้าในลำตัวหุ่น แล้วขยับนิ้วมือแสดงการเคลื่อนไหว
การแสดงหุ่นเหล่านี้ต้องอาศัยการพากย์ ประกอบเสียงเพลงหรือเสียงดนตรีที่สอดคล้องและเหมาะสมกับเรื่องราวและบทของหุ่นแต่ละตัว เพื่อสร้างให้ผู้ชมเกิดอารมณ์คล้อยตามไปโดยตลอด เนื่องจากหุ่นมีข้อจำกัดในเรื่องการเคลื่อนไหว อาจทำให้ดูซ้ำซากถ้าใช้เวลาเชิดนานเกินไป ประกอบกับความสนใจของเด็กมีระยะเวลาสั้น ดังนั้นในการแสดงหุ่นมักนิยมเล่นกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 10-15 นาที ก็เพียงพอ เพื่อมิให้ผู้ชมเกิดความเบื่อหน่าย ภาษาที่ใช้พากย์ควรเป็นภาษาพูดง่าย ๆ เหมาะสมกับวัยของเด็ก มิฉะนั้น เด็กอาจฟังไม่เข้าใจและทำให้ขาดความสนใจ

แหล่งความรู้ในชุมชน (Community Resource)

การเรียนการสอนที่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนนั้น ยังไม่กว้างขวางและเพียงพอสำหรับผู้เรียนผู้สอนเองก็มิใช่จะมีความรู้ความชำนาญในทุก ๆ เรื่อง ดังนั้น การพิจารณานำแหล่งทรัพยากรชุมชน หรือแหล่งความรู้ในชุมชนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนไม่ควรมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป การนำทรัพยากรชุมชนมาใช้ในการเรียนการสอนทำให้ได้ประโยชน์ ดังนี้
1) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้สัมผัสชีวิตและความเป็นอยู่จริง ๆ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี 2) เพิ่มพูนความรู้ให้กว้างขวางและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และยังเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียนอีกด้วย 3) ฝึกการสังเกต ค้นคว้า และเสาะหาความรู้จากแหล่งทรัพยากรชุมชนด้วยตนเอง 4) สร้างความเข้าใจที่ดีต่อสภาพความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม และ5) ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

1. ประเภทของแหล่งทรัพยากรชุมชน สามารถจำแนกได้หลายลักษณะ ดังนี้
1.1 จำแนกตามลักษณะภายนอก ได้ 4 ประเภท คือ
1.1.1 ประเภทบุคคล หมายถึง ผู้มีความรู้ ประสบการณ์หรือความชำนาญเป็นพิเศษในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถถ่ายทอดความรู้ ความชำนาญให้แก่ผู้อื่นได้ดี
1.1.2 ประเภทสัตว์และพืช ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์หรือสิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ เช่น ก้อนดิน หิน แร่ น้ำ เป็นต้น และสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดประดิษฐ์ขึ้น เช่น เครื่องมือในการประกอบอาชีพ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้การเรียนการสอนน่าสนใจมีความหมาย เป็นจริงเป็นจังและทำให้ผลการเรียนรู้ของผู้เรียนดีขึ้น
1.1.3 ประเภทสถานที่ หมายรวมถึงสถานที่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ภูเขา น้ำตก ทะเล และสถานที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น วัด โรงงาน สวนสัตว์ ซึ่งสามารถหาความรู้ได้จากสถานที่เหล่านี้
1.1.4 ประเภทกิจกรรม หมายถึง พิธีประเพณีต่าง ๆ เทศกาลประจำปีตลอดจนการละเล่นพื้นเมืองหรือการละเล่นท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ที่ส่งเสริมการเรียนการสอนเป็นอย่างดี

1.2 จำแนกตามลักษณะความเป็นอยู่ ได้ดังนี้
1.2.1 แหล่งทรัพยากรภายในโรงเรียน หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นสิ่งมีชีวิต เช่น บุคคล พืช สัตว์ หรือสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น สวนดอกไม้ โรงอาหาร ห้องพยาบาล เป็นต้น ซึ่งอยู่ภายในบริเวณโรงเรียน สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนหรือพาผู้เรียนไปศึกษาได้สะดวก รวดเร็ว และประหยัด
1.2.2 แหล่งทรัพยากรภายในชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากโรงเรียน
มากนักสามารถเดินทางไปกลับไม่เกินหนึ่งวันโดยไม่ต้องพักค้างคืน ผู้บังคับบัญชาในสถานศึกษามีอำนาจอนุญาตได้ เป็นวิธีที่ใช้กันมาก ไม่สิ้นเปลือง และไม่มีขั้นตอนมากในการขออนุญาตนำผู้เรียนไปศึกษายังแหล่งทรัพยากรนั้น ๆ
1.2.3 แหล่งทรัพยากรภายนอกชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากชุมนุมที่โรงเรียนตั้งอยู่
การเดินทาง อาจต้องใช้เวลาเกินกว่าหนึ่งวัน ต้องพักค้างคืนหรือพักแรมในการนำแหล่งทรัพยากรชุมชนหรือแหล่งความรู้นั้น ๆ มาสู่ผู้เรียน อาจใช้วิธีการ ดังนี้
1) นำแหล่งทรัพยากรชุมชนหรือแหล่งความรู้นั้น ๆ มาสู่ผู้เรียน ดังเช่น การเชิญผู้รู้หรือวิทยากรมาบรรยาย ให้ข้อคิดหรือสาธิตให้ผู้เรียนได้ฟังและชมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น หรือนำวัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ มาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการสัมผัสด้วยตนเอง ทำให้การเรียนรู้มีความหมายและน่าสนใจขึ้น
2) นำผู้เรียนไปสู่แหล่งทรัพยากรชุมชน ในกรณีที่ไม่สามารถ นำแหล่งทรัพยากรเข้ามาใช้ในโรงเรียนหรือห้องเรียนได้ เนื่องจากแหล่งทรัพยากรนั้นเป็นสถานที่ หรือมีน้ำหนักมากเคลื่อนย้ายไม่ได้หรือเหตุผลอื่น ๆ จำเป็นต้องนำผู้เรียนไปยังแหล่งทรัพยากรนั้น ๆ ซึ่งต้องอาศัยการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในระยะใกล้ ไม่ต้องอาศัยยานพานะ ที่เรียกว่า การเดินทางโดยเท้า (Walking Trip) ไปจนถึงการเดินทางในระยะไกล ๆ ต้องอาศัยยานพาหนะ ตลอดจนที่พักค้างคืน ซึ่งการเดินทางเพื่อศึกษาหาความรู้ในสิ่งต่าง ๆ เรียกว่า ทัศนศึกษา หรือการศึกษานอกสถานที่ (Educational Field Trip)

การศึกษานอกสถานที่

การศึกษานอกสถานที่ หมายถึง การนำผู้เรียนไปศึกษาหาความรู้จากแหล่งความรู้ภายในหรือภายนอกชุมชน โดยมีประเภทและขั้นตอนในการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ ดังนี้

1. ประเภทของการศึกษานอกสถานที่ แบ่งได้ 3 ประเภทดังนี้
1.1 การนำนักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปนอกสถานศึกษาแต่ไม่ค้างคืน ผู้บังคับบัญชาในสถานศึกษา นั้น ๆ มีอำนาจอนุญาต
1.2 การนำนักเรียน นิสิต นักศึกษาไปนอกสถานศึกษาและค้างคืน ในส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจอนุญาต และส่วนกลางผู้มีอำนาจอนุญาต คือ เจ้ากรมสังกัด
1.3 การนำนักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปนอกราชการอาณาจักร กระทรวงเป็นผู้มีอำนาจอนุญาต
การศึกษานอกสถานที่ แตกต่างกับการท่องเที่ยวหรือการทัศนาจร (Tour) ทั่วๆ ไปตรงจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมาย การทัศนาจรหรือท่องเที่ยวมุ่งความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นสำคัญมิได้มุ่งเพื่อให้เกิดผลทางการศึกษาโดยเฉพาะ ถึงแม้จะมีประโยชน์ในด้านการเพิ่มพูนประสบการณ์หรือความรู้ แต่ก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ส่วนการจัดการศึกษานอกสถานที่มุ่งเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจให้กว้างขวางและสมบูรณ์ขึ้น โดยอาศัยหลักสูตรหรือบทเรียนเป็นหลักในการพิจารณากำหนดสถานที่ที่จะไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้ มิใช่กำหนดตามความพอใจของผู้สอนหรือผู้เรียน ในการศึกษานอกสถานที่เน้นการศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากสิ่งต่าง ๆ ของสถานที่นั้น ๆ เพื่อให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับความรู้หรือเรื่องราวที่ผู้เรียนกำลังศึกษาอยู่ ส่วนความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นเพียงผลพลอยได้ ดังนั้นในการจัดทัศนศึกษาเพื่อให้ได้ประโยชน์ทางการศึกษาอย่างแท้จริง สมกับเวลาและทุนทรัพย์ที่ใช้ไปในการนี้ จึงควรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

2. ขั้นตอนในการจัดการศึกษานอกสถานที่
ก่อนการจัดการศึกษานอกสถานที่ในระยะไกล ๆ เพื่อมิให้ประสบปัญหานานาประการทั้งผู้สอนและผู้เรียนซึ่งอาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายหรือเข็ดขยาดที่จะเดินทางไปศึกษานอกสถานที่เพราะความยากลำบากหรืออุปสรรคต่าง ๆ ดังนั้น เพื่อฝึกความคุ้นเคยกับการศึกษานอกสถานที่ในครั้งแรกควรจัดไปในสถานที่ใกล้ ๆ ภายในโรงเรียนโดยใช้การเดิน (Walking Trip)ไม่ต้องอาศัยยานพาหนะ แล้วค่อยขยายออกไปภายนอกโรงเรียนแต่อยู่ในชุมชนสามารถเดินทางไปกลับภายในวันเดียว ต่อจากนั้นจึงจัดไปในที่ที่ไกลออกไป การกระทำเช่นนี้เพื่อฝึกทั้งผู้ควบคุมและผู้เรียนให้คุ้นเคยกับการเดินทาง การปรับตัวกับสภาพแวดล้อมและการแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการไปศึกษานอกสถานที่ สามารถดำเนินการได้อย่างสะดวกและประหยัด ก่อให้เกิดกำลังใจในการไปศึกษานอกสถานที่ครั้งต่อ ๆ ไปอีกด้วย
เพื่อให้การจัดการศึกษานอกสถานที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุวัตถุประสงค์ควรดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
2.1 ขั้นเตรียมการ ประกอบด้วย
2.1.1 กำหนดวัตถุประสงค์และสถานที่ที่จะไปศึกษานอกสถานที่ร่วมกับผู้เรียน โดยยึดหลักสูตรเป็นหลัก เพื่อให้สนองและสอดคล้องกับเนื้อหาในบทเรียน อาจเป็นชั้นเรียนเดียวกัน ระดับชั้นเดียวกัน แต่ต้องพึงระวังจะกระทบกระเทือนในรายวิชาอื่น ดังนั้น จึงควรวางแผนล่วงหน้าให้นานพอสมควร เพื่อกำหนดวันเดินทางไปศึกษานอกสถานที่ได้เหมะสม
2.1.2 ศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปศึกษานอกสถานที่ จาก
หนังสือ ตำรา วารสาร ภาพยนตร์ สไลด์ เป็นต้น อาจมอบให้ผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้หรือข้อมูลที่สำคัญ ๆ และจำเป็นเกี่ยวกับสถานที่นั้น โดยมีผู้สอนเป็นผู้แนะนำและอำนวยความสะดวกในเรื่องแหล่งความรู้ต่าง ๆแล้วนำเสนอในรูปเอกสารสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นปลิว แผ่นพับ จุลสาร เป็นต้น
2.1.3 สำรวจเส้นทางการเดินทาง ที่พักระหว่างทาง ตลอดจนที่พักค้างคืนเพื่อให้ทราบปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ และหาแนวทางแก้ไขให้เรียบร้อย โดยติดต่อประสานงานกับเจ้าของสถานที่ที่จะไปศึกษานอกสถานที่เกี่ยวกับอาหาร ที่พัก การบรรยายสรุปและนำชมสถานที่ โดยแจ้งรายละเอียดที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น วัตถุประสงค์ในการไปศึกษานอกสถานที่ วันและเวลาที่ออกเดินทาง จำนวนสมาชิกที่ร่วมเดินทางแยกชายหญิง เป็นต้น การติดต่อประสานงานควรใช้การติดต่อด้วยวาจาให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงทำหนังสือราชการแจ้งไปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อยืนยันการไปอย่างแน่นอนและควรให้เวลาสำหรับการตอบรับจากปลายทางด้วยจึงจะมั่นใจได้
2.1.4 จัดทำคู่มือการเดินทาง ซึ่งประกอบด้วย กำหนดการเดินทางตั้งแต่เริ่มออกเดินทางไปจนถึงปลายทาง ควรให้รายละเอียดพอสมควรเกี่ยวกับช่วงเวลา สถานที่หยุดพักระหว่างทาง เป็นต้น นอกจากนั้น ควรมีแผนที่ประกอบการเดินทางด้วย ก็จะช่วยให้ผู้ร่วมเดินทางได้รู้เส้นทางล่วงหน้า สร้างความสนใจและพอใจที่จะร่วมเดินทาง และเพื่อมิให้การเดินทางเงียบเหงา เบื่อหน่ายกับการนั่งนาน ๆ ก็ควรมีเนื้อเพลง ปัญหาหรือเกมง่าย ๆ อยู่ในคู่มือนี้ด้วย เพื่อช่วยให้การจัด
กิจกรรมระหว่างเดินทางได้ผลดี ซึ่งจะทำให้การเดินทางสนุกสนาน เพลิดเพลินและยังเน้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างการเดินทางของผู้ร่วมเดินทางอีกด้วย
2.1.5 ประชุมปรึกษาหารือ ในกลุ่มผู้ร่วมเดินทางทั้งผู้เรียนและผู้ควบคุม เพื่อแบ่งความรับผิดชอบต่าง ๆ ให้ชัดเจนโดยแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย ๆ มีหัวหน้ากลุ่มเป็นผู้ตรวจสอบจำนวนและดูแลความเรียบร้อยภายในกลุ่ม ตลอดจนเตรียมคำถามและจดบันทึกในสิ่งที่ควรรู้และสัมพันธ์กับการเรียนอย่างครอบคลุม แต่ละกลุ่มจะรับผิดชอบในการศึกษาข้อมูลรายละเอียดเฉพาะเรื่อง ไม่ซ้ำซ้อนกัน ความรู้และข้อมูลจากทุกกลุ่มจะครอบคลุมเนื้อหาหรือสิ่งที่ต้องการจะศึกษาอย่างครบถ้วนในขั้นนี้ควรแจกคู่มือการเดินทางพร้อมเอกสารสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ ให้แก่ผู้ร่วมเดินทางทุกคน พร้อมทั้งไม่ลืมกำชับให้ทุกคนตรงต่อเวลาตามกำหนดการอย่างเคร่งครัด
2.1.6 ทำหนังสือขออนุญาต ตามระเบียบกระทรวงอย่างถูกต้อง และควรทำล่วงหน้า ตลอดจนขออนุญาตผู้ปกครองของผู้เรียนด้วย ถ้าผู้ปกครองไม่อนุญาตก็ไม่ควรบังคับเพราะการไปศึกษานอกสถานที่เป็นส่วนเสริมการเรียนการสอนมิใช่แทนการเรียนการสอน การเดินทางไปศึกษานอกสถานที่ควรเกิดจากความสมัครใจของทุกฝ่าย
2.1.7 ติดต่อยานพาหนะที่มีสภาพดี ปลอดภัย และเหมาะกับจำนวนผู้เรียน
2.2 ขั้นการเดินทาง การเตรียมการอย่างรัดกุมรอบคอบ จะช่วยให้การเดินทางมีปัญหาน้อยลงและบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเรียนการสอน เพียงแต่ผู้ควบคุมจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ตรงต่อเวลาที่นัดหมายและควบคุมดูแลให้ผู้เรียนประพฤติปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมและรักษาเวลาตามที่กำหนด ก็จะสามารถเดินทาง และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามแผนที่วางไว้อย่างครบถ้วน ความรู้จากการฟังการบรรยายสรุปการเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ และการซักถามข้อข้องใจจะเพิ่มพูนประสบการณ์ผู้เรียนให้กว้างขวางและมีความหมายยิ่งขึ้น และเพื่อให้ประสบการณ์เหล่านี้ยังคงอยู่ในความทรงจำนานแสนนาน ก็ควรบันทึกภาพเหตุการณ์ สถานที่หรือสิ่งต่าง ๆ ไว้ ซึ่งสามารถนำไปเป็นสื่อการเรียนการสอนได้อีกด้วย
2.3 ขั้นประเมินผล หลังการไปศึกษานอกสถานที่แล้ว ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมอภิปรายปัญหาต่าง ๆ จากการไปศึกษานอกสถานที่ ตลอดจนเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาและจดบันทึกไว้เป็นข้อมูล เพื่อแก้ไขปรับปรุงในการเดินทางครั้งต่อไป ส่วนความรู้ต่าง ๆ ที่ได้จากการไปศึกษานอกสถานที่ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้นำเสนอต่อชั้นเรียนแล้วสรุปจดบันทึก




บทสรุป

สื่อกิจกรรมที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนมีหลายประเภท เช่น การสาธิต นิทรรศการ ประสบการณ์นาฏการ แหล่งความรู้ในชุมชน การศึกษานอกสถานที่ เป็นต้น ซึ่งสื่อกิจกรรมแต่ละประเภทก็มีความเหมาะสมในการนำมาใช้กับการเรียนการสอนที่แตกต่างกันไป
การสาธิต เป็นการแสดงหรือการกระทำเป็นขั้นตอน อาจใช้วัสดุหรออุปกรณ์ร่วมด้วยพร้อมทั้งบรรยายหรืออธิบายประกอบ เพื่อเป็นการรวมจุดสนใจของผู้เรียนขณะกำลังสาธิต ลดเวลาลองผิดลองถูกของผู้เรียน และฝึกผู้เรียนให้เป็นคนช่างสังเกตและมีวิจารณญาณ เป็นต้น
นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของ วัสดุอุปกรณ์ ที่มีความสัมพันธ์กันในแต่ละเรื่องเพื่อเร้าความสนใจให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและเรียนรู้ด้วยการดู ฟัง สังเกต จับต้อง ทดลอง ภายใต้จุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งโดยการใช้สื่อหลายชนิด
ประสบการณ์นาฏการ เป็นการแสดงที่ใช้แทนประสบการณ์จริง อาจดัดแปลงเพิ่มเติมหรือตัดทอนบางอย่าง เพื่อมุ่งสร้างความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ ความประทับใจ ทัศนคติที่ดี และเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติที่เคยมีมาก่อนให้เป็นไปในลักษณะพึงประสงค์
ส่วนแหล่งความรู้ในชุมชนและการศึกษานอกสถานที่นั้น เป็นการเปิดโลกของการเรียนรู้ของผู้เรียนไม่ให้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนอีกด้วย

คำถามทบทวน

1. สื่อกิจกรรมมีลักษณะอย่างไร จงอธิบาย
2. การสาธิต มีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนอย่างไร
3. จงอธิบายความหมายของนิทรรศการ มาพอเข้าใจ
4. นิทรรศการแบ่งตามขนาดการจัดได้กี่ประเภท อะไรบ้าง
5. จงอธิบายความหมายของการแสดงบทบาทสมมุติ (Role Playing)
6. จงยกตัวอย่างหุ่นเชิดมา 3 ชนิด พร้อมอธิบายลักษณะของหุ่นนั้น ๆ
7. แหล่งความรู้ในชุมชนจะให้ประโยชน์กับการเรียนการสอนในด้านใดบ้าง อย่างไร
8. จงยกตัวอย่างแหล่งทรัพยากรชุมชน มาอย่างน้อย 3 ประเภท
9. ทัศนศึกษามีกี่ประเภท อะไรบ้าง
10. จงอธิบายถึงขั้นตอนในการจัดทัศนศึกษา